วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559


 
พลังงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่เราสามารถรับรู้จากผลของมันได้ เช่น แสงช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ เรารู้สึกร้อนจากพลังงานความร้อน หรือเห็นหลอดไฟสว่างเมื่อพลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง

พลังงานมีหลากหลายแบบ เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานเคมี พลังงานความร้อน พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานการแผ่รังสี เป็นต้น

พลังงานเป็นปริมาตรที่บอกถึง “ความสามารถในการทำงาน” ส่งผลให้มีการเปลี่ยนเกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ เปลี่ยนเป็นพลังงานอื่น เปลี่ยนสถานะ เป็นต้น

ในวิชาสากลศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับพลังงาน 2 ประเภท ได้แก่ พลังงานในวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ หรือมีความเร็วเรียกว่า พลังงานจลน์ และพลังงานในวัตถุที่เกิดขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือสภาวะของวัตถุ เช่น พลังงานของวัตถุเมื่ออยู่ที่สูง พลังงานในสปริงที่ยืดออกหรือหดสั้นกว่าปกติ เราเรียกพลังงานนี้กันว่า พลังงานศักย์ ผลรวมของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์เราเรียกพลังงานนี้ว่า พลังงานกล
 

 
ทุกคนทราบหรือไม่ว่า ลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่มานั้นมีพลังงานหรือไม่ ถ้าขว้างลูกบอลเข้าใส่กระป๋องใบหนึ่งที่วางอยู่บนพื้น ถ้าลูกบอลมีพลังงานมากพอก็จะทำให้กระป๋องกระเด็นหรือล้มได้ พลังงานของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่นี้ เรียกกันว่า พลังงานจลน์ (Kinetic energy)
 
จุดประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานและพลังงานจลน์
วิธีทดลอง
1.    ชั่งมอลของรถทดลอง และนอตแต่ละตัว บันทึกผล
2.    จัดเครื่องมือดังรูปโดยให้รถทอลองอยู่ห่างจากกรอบประมาณ 60 เซนติเมตร และนอตอยู่สูงจากพื้นประมาณ 60 เซนติเมตร
3.    หมุนรอบไม้ด้านที่ปล่อยรถให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อชดเชยแรงเสียดทาน
4.    ผลักรถเบาๆ เพื่อทดสอบว่าการชดเชยแรงเสียดทานพอดีหรือไม่ ถ้าพอดี รถจะแล่นด้วยความเร็วคงตัว ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยใช้แถบกระดาษยาวประมาณ 1 เมตรติดกับรถทดลองและสอดผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลาที่ต่อกับหม้อแปลงโวลต์ต่ำและวางอยู่ด้านหลังรถ กดสวิตซ์หม้อแปลงโวลต์ต่ำให้ เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน พร้อมทั้งผลักรถเบาๆ ให้เคลื่อนที่ สังเกตจุดบนแถบกระดาษ ถ้าจุดบนแถบกระดาษมีช่วงจุกสม่ำเสมอ แสดงว่าการชดเชยแรงเสียดทานพอดี
5.    ทำการทดลองโดยเริ่มจากนอต 1 ตัว ติดแถบกระดาษเข้ากับรถทดลองแล้วสอดผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลา จากนั้นดึงแถบกระดาษออกจากรถทดลอง และเขียนระบุจำนวนนอตที่ใช้ลงบนแถบกระดาษเพื่อป้องกันความสับสน
6.    นำแถบกระดาษที่ได้จากการทอลองมาหาอัตราเร็วสุดท้ายของรถทดลองเมื่อเคลื่อนที่ได้ระยะทางประมาณ 50 เซนติเมตร โดยการวัดระยะบนแถบกระดาษจากจุดแรกที่พิจาณาไปเป็นระยะ 50 เซนติเมตร แล้วหาอัตราเร็วของรถทดลองที่ตำแหน่งนั้น บันทึกผลลงในตาราง
7.    ทำการทดลองซ้ำ ข้อ 5-6 โดยเพิ่มนอตเป็น 2 ,3และ 4 ตัว  ตามลำดับ พร้อมทั้งเขียนระบุจำนวนนอตที่ใช้ยนแถบกระดาษของการทดลองแต่ละครั้ง
8.    คำนวณหาขนาดของแรง F ที่ทำให้รถทดลองเคลื่อนที่ในการทดลองแต่ละครั้ง โดยใช้สมการ

เมื่อ m เป็นมวลของรถ และ m’ เป็นมวลของนอต
9.    คำนวณหางาน Fs ของการทดลองแต่ละครั้ง นำข้อมูลที่ได้ไปเขียนกราฟระหว่างงาน Fs กับความเร็วสุดท้ายของรถทดลองยกกำลังสอง v2 โดยให้ Fs อยู่ในแกนตั้งและ v2 อยู่ในแกนนอน
จากกราฟระหว่างงานของแรงดึงรถกับกำลังสองของความเร็วสุดท้าย สรุปได้ว่างานที่ทำโดยแรงดึงนี้แปรผันตรงกับความเร็วยกกำลังสอง นั่นคือ                

หรือเขียนได้ว่า     

เมื่อ k เป็นค่าคงตัวของการแปรผัน



เราจะศึกษาต่อไปว่า k เกี่ยวข้องกับปริมาณใดบ้าง ดังนี้
ถ้ามีแรงคงตัว  มากระทำต่อวัตถุมวล m ทำให้วัตถุซึ่งเดิมอยู่นิ่งเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทาง s แรงนี้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a

จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน ขนาดของความเร่ง a มีค่าเท่ากับ F/m ในกรณีวัตถุเคลื่อนที่ในแนวตรงเป็นระยะทาง s ด้วยขนาดความเร่ง a โดยมีอัตราเร็วต้น u และอัตราเร็วสุดท้าย v จะมีความสัมพันธ์ตามสมการ
                                                      เนื่องจากในกรณีนี้ u=0 และเมื่อแทนค่า


 
แล้วจะได้

หรือ   
เมื่อเทียบสมการทั้ง 2 จะได้
/ดังนั้น           K= m/2
เราจะเห็นได้ว่า ถ้าการทดลองไม่มีความคลาดเคลื่อน ความชันของกราฟจะมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของมวลของรถทดลอง
                จากความสัมพันธ์ที่ได้ในสมการจะเห็นงาน Fs ที่กระทำต่อวัตถุ จะทำให้วัตถุที่หยุดนิ่งมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v หรือกล่าวได้ว่า งานที่กระทำต่อวัตถุ จะทำให้วัตถุมีพลังงานจลน์ซึ่งมีค่าเท่ากับ
 
ถ้ากำหนดสัญลักษณ์  Ek แทนพลังงานจลน์ของวัตถุ จะได้
หน่วยของพลังงานจลน์สามารถพิจารณาได้จาก 1/2 mv* นื่องจาก m มีหน่วยเป็นกิโลกรัม v
มีหน่วยเมตรต่อวินาที ดังนั้นหน่วยของพลังงานจลน์ คือ

ากับ N m หรือ J จึงสรุปได้ว่า พลลังงานจลน์มีหน่วย จูล เช่นเดียวกับหน่วยของงาน
งานกับการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของวัตถุ
                เราได้ศึกษามาแล้วว่า งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งมีการเคลื่อนที่ นั่นคือทำให้วัตถุมีพลังงานจลน์ แต่ถ้าวัตถุมีการเคลื่อนที่ หรือมีพลังงานจลน์อยู่แล้ว งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ที่กระทำต่อวัตถุจะทำให้พลังงานจลน์ของวัตถุเปลี่ยนไปหรือไม่
              ถ้าเดิมวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต้น u- และมีแรงลัพธ์คงตัว F-  ที่ไม่เป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ ทำให้วัตถุมีความเร็วเปลี่ยนไปเป็น  v-
เนื่องจากแรงลัพธ์เป็นรงคงตัว ดังนั้นความเร่งจึงมีค่าคงตัวด้วย จากสมการ
                                  =  + 2as
                                  v² - = 2as
แทน a ด้วย   F/m จะได้
หรือเขียนใหม่เป็น
เมื่อ W คืองานของแรงลัพธ์คงตัวที่ไม่เป็นศูนย์
                                                        
พลังงานจลน์ของวัตถุขณะมีความเร็วต้น

พลังงานจลน์ของวัตถุขณะมีความเร็วปลาย
พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป
 
สรุปได้ว่า งานเนื่องจากแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์กระทำต่อวัตถุจะเท่ากับพลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป เรียกความสัมพันธ์ที่ได้นี้ว่า ทฤษฎีบทงานและพลังงาน ( work energy theorem )
                พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไปนั้นอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับทิศทางของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ที่กระทำ กล่าวคือ ถ้าแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์กระทำในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ พลังงานจลน์ของวัตถุจะเพิ่มขึ้น เช่น การปล่อยวัตถุให้ตกแบบเสรี วัตถุจะมีอัตราเร็วเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์มีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ พลังงานจลน์ของวัตถุจะลดลง เช่น กรโยนวัตถุขึ้นไปในอวกาศ วัตถุจะมีอัตราเร็วลดลงจนเป็นศูนย์ที่ตำแหน่งสูงสุด
                เมื่อพลังงานจลน์ของวัตถุเพิ่มขึ้น งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์นั้นจะมีค่าเป็นบอก เมื่อพลังงานจลน์พลังงานของวัตถุลดลง งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์นั้นจะมีค่าเป็นลบ
รถยนต์มวล 800 กิโลกรัม ขณะแล่นด้วยความเร็ว 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คนขับใช้ห้ามล้อ หลังจากใช้ห้ามล้อ รถเคลื่อนที่ต่อไปอีก 10 เมตรจึงหยุดนิ่ง งานเนื่องจากแรงต้านที่ทำให้รถหยุดมีค่าเท่าใด
                แนวคิด แรงต้านที่ทำให้รถหยุดมีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของการกระจัด และกระทำให้ความเร็วของรถลดลงจนเป็นศูนย์
วิธีทำ   ความเร็วต้น u  =  72 km/h  =                                                              m/s  =  20 m/s
ความเร็วปลาย  v  =  0  การกระจัดของรถ  s  =  10 m
                         งานเนื่องจากแรงต้านที่ทำให้รถหยุด 
 
 
 

เวลาเดินใต้ต้นมะพร้าวสูงๆ เรามักจะระวังลูกมะพร้าวหล่นใส่ศีรษะ เพราะเมื่อลูกมะพร้าวหลุดจากขั้ว มันจะตกแบบเสรีด้วยแรงดึงดูดของโลก พลังงานจลน์ของลูกมะพร้าวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เคลื่อนลงมา พลังงานจลน์นี้มาจากไหน
            เมื่อตุ้มของปั้นจั่นตอกเสาเข็มถูกยกขึ้นไปบนยอด งานของแรงที่ใช้ในการยกตุ้มปั้นจั่นทำให้ตุ้มปั้นจั่นมีการเปลี่ยนตำแหน่งที่สูงขึ้น และเมื่อตุ้มปั้นจั่นถูกปล่อยลงมา จะเคลื่อนที่แบบเสรีซึ่งมีแรงดึงดูดของโลกกระทำเช่นเดียวกับลูกมะพร้าวที่หลุดจากต้น พลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เคลื่อนลงมา

 
 
วัตถุที่อยู่สูงจากพื้นดินมีพลังงานศักย์
                เช่นเดียวกับการกดวัตถุที่ติดอยู่กับสปริง ถึงเรากดวัตถุให้สปริงหดสั้นลงหรือดึงวัตถุให้สปริงยืดออก เมื่อเราปล่อยมือสปริงจะมีการเคลื่อนที่ วัตถุที่ติดกับสปริงก็จะเคลื่อนที่ไปด้วย แสดงว่ามีพลังงานจากสปริงถ่ายโอนเป็นพลังงานจลน์ของวัตถุ พลังงานนี้เกี่ยวข้องกับการยืดหรือหดของสปริงหรือไม่
                วัตถุที่อยู่ในที่สูงจากระดับอ้างอิงและสปริงที่ถูกอัดหรือยืด มีพลังงานที่พร้อมใช้งาน เรียกพลังงานที่มีอยู่ในวัตถุอันเนื่องมาจากตำแหน่งของวัตถุเช่นนี้ว่า พลังงานศักย์ (Potential Energy) พลังงานศักย์ของสปริงที่ถูกอัดหรือดึง เรียกว่า พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational potential Energy) พลังงานศักย์ของสปริงที่ถูกอัดหรือดึงเรียกว่า พลังงานศักย์ยืดหยุ่น(Elastic potential Energy)พลังงานศักย์อาจจะอยู่ในรูปแบบอื่นๆอีก เช่น พลังงานศักย์ไฟฟ้า พลังงานศักย์ของพันธะเคมี เป็นต้น สำหรับบทนี้จะศึกษาเฉพาะพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเท่านั้น
ก.พลังงานศักย์โน้นถ่วง
                     ในการยกวัตถุมวล m ให้สูงขึ้นในแนวดิ่งจากพื้นดินเป็นระยะ h ด้วยความเร็วคงตัว จะต้องออกแรง F- ซึ่งมีขนาดเท่ากับขนาดน้ำหนักของวัตถุ mg-    ดังรูป งานที่ทำในการยกวัตถุนี้เท่ากับ Fh เนื่องจาก F เท่ากับ mg ดังนั้น Fh = mgh
ง                  านของแรง ที่ยกวัตถุให้สูงจากพื้นดินเป็นระยะ h มีค่าเป็นบวก เพราะ F- มีทิศทางเดียวกับทิศทางการเคลื่อนที่และเรียกปริมาณงานนี้ว่า พลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุ ถ้าใช้สัญลักษณ์ Epแทนพลังงานศักย์โน้นถ่วง จะเขียนพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินเป็นระยะ  h ได้เป็น Ep = mgh
 
หน่วยของพลังงานศักย์โน้มถ่วงในระบบเอสไอ คือ จูล และเป็นปริมาตรสเกลาร์เช่นเดียวกับงานและพลังงานจลน์
               พลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่อยู่สูงจากพื้นดินเป็นระยะ h มีค่าเท่ากับ mgh เมื่อเทียบกับพื้นดิน ในที่นี้ถือว่าพื้นดินเป็นระดับอ้างอิง และพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่ระดับอ้างอิงมีค่าเป็นศูนย์
             
            ลังสินค้ามวล 1000 กิโลกรัม ถูกยกขึ้นวางบนที่สูงจากพื้นดิน 2 เมตรพลังงานศักย์โน้มถ่วงของลังสินค้ามีค่าเท่าใดเมื่อเหยียบกับพื้นดิน
จากที่ได้ศึกษามาแล้วนั้นเป็นการพิจารณาเมื่อยกวัตถุจากระดับพื้นดิน โดยให้พื้นดินเป็นระดับอ้างอิง ดังนั้น  ในสมการ เป็นความสูงจากพื้นดิน ต่อไปเราจะศึกษาในกรณีที่ตำแหน่งเดิมของวัตถุไม่ได้อยู่ที่ระดับพื้นดิน  เช่น เดิมวัตถุอยู่ที่ระดับ จากระดับพื้น แล้วถูกยกขึ้นไปสูงเป็นระยะ  ด้วยความเร็วคงตัว
พลังงานศักย์ของวัตถุที่ h1



พลังงานศักย์ของวัตถุที่ h2
   งานของแรง F - ที่ยกวัตถุ

เนื่องจาก  เพราะยกวัตถุขึ้นด้วยความเร็วคงตัว ดังนั้น
 
จะเห็นว่า งานของแรงที่ยกวัตถุให้สูงขึ้นจากระดับเดิมจะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่ระดับทั้งสอง ซึ่งปริมาณนี้ก็คือพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง จึงอาจจะสรุปได้ว่า งานของแรงที่ยกวัตถุให้วัตถุให้สูงจากเดิมเท่ากับพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่เพิ่มขึ้น

 
 
 
ชายคนหนึ่งยกกล่องมวล 20 กิโลกรัม จากโต๊ะสูง 1 เมตร ขึ้นไปไว้ที่สูง 3 เมตร จากพื้นห้อง
ก.      จงคำนวณพลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องนี้ เมื่อให้พื้นห้องเปนระดับอ้างอิง และเมื่อให้พื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิง
ข.      จงคำนวณงานของแรงที่ใช้ในการยกกล่องจากพื้นโต๊ะขึ้นไปไว้ที่โต๊ะขึ้นไปไว้ที่สูง 3 เมตรจากพื้นห้อง
แนวคิด  พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องหาได้จาก  
 
แนวคิด ก. พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องหาได้จาก Ep = mgh โดย เป็นความสูงจากระดับอ้างอิงที่กำหนด ในที่นี้ใช้พื้นห้องและพื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิงพลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องจึงมีค่า เมื่อเขียนภาพสถานการณ์ในโจทย์ จะได้ดังต่อไปนี้
 
ตอบ พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องเมื่อเทียบกับพื้นห้องเท่ากับ 588 จูล เมื่อให้พื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิง และ h = 2 m  จากพื้นโต๊ะ
 
ตอบ  พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องเมื่อเทียบกับพื้นโต๊ะเท่ากับ 392 จูล
แนวคิด ข. งานของแรงที่ยกกล่องให้สูงขึ้นจากระดับเดิมเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่ระดับทั้งสอง
 
     ตอบ งานของแรงที่ใช้ในการยกกล่องจากพื้นโต๊ะขึ้นไปไว้ที่สูง 3เมตรจากพื้นห้องเท่ากับ 392จูล
 
 
 
 
                  เราทราบแล้วว่าเมื่อออกแรงยกวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง งานที่ทำได้จะเท่ากับพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่เพิ่มขึ้น ถ้าเส้นทางการเคลื่อนที่ไม่อยู่ในแนวดิ่ง แต่วัตถุถูกยกระดับให้สูงขึ้นเท่าเดิม เช่น การลากวัตถุตามพื้นเอียง ในกรณีเช่นนี้งานที่ทำได้จะเท่าเดิมหรือไม่ และการเปลี่ยนพลังงานศักย์โน้มถ่วงจะเป็นเช่นไร ศีกษาได้จากการทดลองดังต่อไปนี้

 

 
จุดประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง
วิธีทดลอง
1.    จัดรางไม้ให้เอียงทำมุมค่าหนึ่งกับแนวระดับ แล้วใช้เครื่องชั่งสปริงดึงรถทดลองให้เคลื่อนที่ขึ้นไปตามพื้นเอียงด้วยอัตราเร็วคงตัว อ่านขนาดของแรงดึง F จนกระทั่งรถทดลองขึ้นไปได้สูง h ตามแนวดิ่ง วัดระยะทาง s ตามพื้นเอียง ทุกครั้งที่ยกรางเอียงทำมุมต่างๆบันทึก F s และ h ในตาราง
2.    คำนวณหางานที่ทำโดยแรงดึง F เป็นระยะทาง s บันทึกในตารา'
3.    คำนวณหาพลังงานศักย์โน้นถ่างของรถทดลองเมื่ออยู่ที่ความสูง h บันทึกในตาราง
 
จากการทดลองสรุปได้ว่างานที่ทำในการดึงวัตถุขึ้นตามพื้นเอียงจนมีระดับสูงขึ้นนั้นจะเท่ากับงานที่ทำในการดึงวัตถุขึ้นในแนวดิ่งด้วยระยะเท่ากัน แต่เนื่องจากงานในกรณีที่ดึงวัตถุขึ้นในแนวดิ่งนั้นเท่ากับการเพิ่มพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุ ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การเปลี่ยนพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลื่อนที่ แต่จะขึ้นกับการเปลี่ยนระดับอย่างเดียว หรือกล่าวได้ว่าพลังงานศักย์โน้นวัตถุขึ้นกับความสูงของวัตถุจากระดับอ้างอิงเท่านั้น
ข.พลังงานศักย์ยืดหยุ่น
          ถ้าออกแรงดึงสปริงให้ยืดออกจากตำแหน่งเริ่มต้น จะมีความรู้สึกว่ามีแรงจากสปริงดึงมือ การออกแรงอัดสปริงให้หดเข้าจากตำแหน่งเริ่มต้นก็เช่นเดียวกัน จะรู้สึกว่ามีแรงจากสปริงดันมือแรงมือที่มือดึงสปริงกับแรงที่สปริงดึงมือเป็นแรงคู่กิริยา-ปฏิกิริยา แรงที่สปริงดึงหรือดันมือทำให้สปริงเคลื่อนที่กลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้น เรียกตำแหน่งเริ่มต้นนี้ว่า ตำแหน่งสมดุล


ขณะที่เรากำลังดึงสปริงให้ยืดออกหรือกดให้หดจากตำแหน่งสมดุลนั้นมีพลังงานสะสมอยู่ปริมาณหนึ่ง พลังงานที่สะสมอยู่ในสปริงขณั้ยืดออกหรือหดเข้าจากตำแหน่งสมดุลนี้เรียกว่า พลังงานศักย์ยืดหยุ่น พลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงหาได้จากงานของแรงดึงหรือแรงกดสปริง แรงที่ใช้ดึงหรือกดสปริงจะมีความสัมพันธ์กับระยะทางที่สปริงยืดหรือหดอย่างไร ศึกษาได้จากการทดลอง
     ตรึงปลายข้างหนึ่งของสปริงไว้กับผนัง โดยสปริงอยู่ในแนวระดับชายผู้หนึ่งออกแรง 100 นิวตัน ดึงปลายอีกข้างหนึ่งของสปริงไว้ แล้วเพิ่มแรงดึงเป็น 500 นิวตัน ทำให้สปริงยืดออกเพิ่มขึ้น 1.2 เมตรสปริงมีพลังงานศักย์เพิ่มขึ้นเท่าไร
  แนวคิด  เมื่อดึงสปริงให้ยืดออกมากขึ้น สปริงจะมีพลังงานศักย์ยืดหยุ่นมากขึ้น พลังงานศักย์ยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นก็คืองานของแรงที่ดึงสปริงยืดออกจากตำแหน่งเดิม หรือหาได้จากผลต่างของพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงเมื่อออกแรงดึง 100 นิวตัน และพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงเมื่อออกแรงดึง 500 นิวตัน ก็ได้ แต่ในที่นี้จะใช้วิธีแรก