พลังงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้
แต่เราสามารถรับรู้จากผลของมันได้ เช่น แสงช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ
เรารู้สึกร้อนจากพลังงานความร้อน
หรือเห็นหลอดไฟสว่างเมื่อพลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง
พลังงานมีหลากหลายแบบ
เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานเคมี พลังงานความร้อน พลังงานนิวเคลียร์
พลังงานการแผ่รังสี เป็นต้น
พลังงานเป็นปริมาตรที่บอกถึง
“ความสามารถในการทำงาน” ส่งผลให้มีการเปลี่ยนเกิดขึ้น เช่น
เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ เปลี่ยนเป็นพลังงานอื่น เปลี่ยนสถานะ เป็นต้น
ในวิชาสากลศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับพลังงาน
2 ประเภท ได้แก่ พลังงานในวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่
หรือมีความเร็วเรียกว่า พลังงานจลน์ และพลังงานในวัตถุที่เกิดขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือสภาวะของวัตถุ
เช่น พลังงานของวัตถุเมื่ออยู่ที่สูง พลังงานในสปริงที่ยืดออกหรือหดสั้นกว่าปกติ
เราเรียกพลังงานนี้กันว่า พลังงานศักย์ ผลรวมของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์เราเรียกพลังงานนี้ว่า
พลังงานกล
ทุกคนทราบหรือไม่ว่า
ลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่มานั้นมีพลังงานหรือไม่ ถ้าขว้างลูกบอลเข้าใส่กระป๋องใบหนึ่งที่วางอยู่บนพื้น
ถ้าลูกบอลมีพลังงานมากพอก็จะทำให้กระป๋องกระเด็นหรือล้มได้ พลังงานของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่นี้
เรียกกันว่า พลังงานจลน์ (Kinetic energy)
จุดประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานและพลังงานจลน์
วิธีทดลอง
1. ชั่งมอลของรถทดลอง
และนอตแต่ละตัว บันทึกผล
2. จัดเครื่องมือดังรูปโดยให้รถทอลองอยู่ห่างจากกรอบประมาณ
60
เซนติเมตร และนอตอยู่สูงจากพื้นประมาณ 60
เซนติเมตร
3. หมุนรอบไม้ด้านที่ปล่อยรถให้สูงขึ้นเล็กน้อย
เพื่อชดเชยแรงเสียดทาน
4. ผลักรถเบาๆ
เพื่อทดสอบว่าการชดเชยแรงเสียดทานพอดีหรือไม่ ถ้าพอดี รถจะแล่นด้วยความเร็วคงตัว
ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยใช้แถบกระดาษยาวประมาณ 1
เมตรติดกับรถทดลองและสอดผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลาที่ต่อกับหม้อแปลงโวลต์ต่ำและวางอยู่ด้านหลังรถ
กดสวิตซ์หม้อแปลงโวลต์ต่ำให้ เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน พร้อมทั้งผลักรถเบาๆ
ให้เคลื่อนที่ สังเกตจุดบนแถบกระดาษ ถ้าจุดบนแถบกระดาษมีช่วงจุกสม่ำเสมอ
แสดงว่าการชดเชยแรงเสียดทานพอดี
5. ทำการทดลองโดยเริ่มจากนอต 1 ตัว
ติดแถบกระดาษเข้ากับรถทดลองแล้วสอดผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลา
จากนั้นดึงแถบกระดาษออกจากรถทดลอง และเขียนระบุจำนวนนอตที่ใช้ลงบนแถบกระดาษเพื่อป้องกันความสับสน
6. นำแถบกระดาษที่ได้จากการทอลองมาหาอัตราเร็วสุดท้ายของรถทดลองเมื่อเคลื่อนที่ได้ระยะทางประมาณ
50 เซนติเมตร
โดยการวัดระยะบนแถบกระดาษจากจุดแรกที่พิจาณาไปเป็นระยะ 50 เซนติเมตร
แล้วหาอัตราเร็วของรถทดลองที่ตำแหน่งนั้น บันทึกผลลงในตาราง
7. ทำการทดลองซ้ำ ข้อ 5-6 โดยเพิ่มนอตเป็น 2 ,3และ 4 ตัว ตามลำดับ
พร้อมทั้งเขียนระบุจำนวนนอตที่ใช้ยนแถบกระดาษของการทดลองแต่ละครั้ง
8. คำนวณหาขนาดของแรง
F
ที่ทำให้รถทดลองเคลื่อนที่ในการทดลองแต่ละครั้ง โดยใช้สมการ
เมื่อ m
เป็นมวลของรถ
และ m’ เป็นมวลของนอต
9.
คำนวณหางาน
Fs
ของการทดลองแต่ละครั้ง
นำข้อมูลที่ได้ไปเขียนกราฟระหว่างงาน Fs กับความเร็วสุดท้ายของรถทดลองยกกำลังสอง v2 โดยให้ Fs อยู่ในแกนตั้งและ v2 อยู่ในแกนนอน
จากกราฟระหว่างงานของแรงดึงรถกับกำลังสองของความเร็วสุดท้าย
สรุปได้ว่างานที่ทำโดยแรงดึงนี้แปรผันตรงกับความเร็วยกกำลังสอง นั่นคือ
ถ้ามีแรงคงตัว
มากระทำต่อวัตถุมวล m ทำให้วัตถุซึ่งเดิมอยู่นิ่งเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทาง s แรงนี้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a
มากระทำต่อวัตถุมวล m ทำให้วัตถุซึ่งเดิมอยู่นิ่งเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทาง s แรงนี้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a
จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน
ขนาดของความเร่ง a มีค่าเท่ากับ F/m ในกรณีวัตถุเคลื่อนที่ในแนวตรงเป็นระยะทาง s ด้วยขนาดความเร่ง
a โดยมีอัตราเร็วต้น
u และอัตราเร็วสุดท้าย
v จะมีความสัมพันธ์ตามสมการ
เนื่องจากในกรณีนี้ u=0 และเมื่อแทนค่า
แล้วจะได้
หรือ
/ดังนั้น K= m/2
เราจะเห็นได้ว่า ถ้าการทดลองไม่มีความคลาดเคลื่อน
ความชันของกราฟจะมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของมวลของรถทดลอง
จากความสัมพันธ์ที่ได้ในสมการจะเห็นงาน Fs ที่กระทำต่อวัตถุ
จะทำให้วัตถุที่หยุดนิ่งมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v หรือกล่าวได้ว่า งานที่กระทำต่อวัตถุ
จะทำให้วัตถุมีพลังงานจลน์ซึ่งมีค่าเท่ากับ
ถ้ากำหนดสัญลักษณ์ Ek แทนพลังงานจลน์ของวัตถุ
จะได้
หน่วยของพลังงานจลน์สามารถพิจารณาได้จาก
1/2 mv* นื่องจาก m มีหน่วยเป็นกิโลกรัม
v
งานกับการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของวัตถุ
เราได้ศึกษามาแล้วว่า
งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งมีการเคลื่อนที่
นั่นคือทำให้วัตถุมีพลังงานจลน์ แต่ถ้าวัตถุมีการเคลื่อนที่ หรือมีพลังงานจลน์อยู่แล้ว
งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ที่กระทำต่อวัตถุจะทำให้พลังงานจลน์ของวัตถุเปลี่ยนไปหรือไม่
ถ้าเดิมวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต้น
u- และมีแรงลัพธ์คงตัว F- ที่ไม่เป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่
ทำให้วัตถุมีความเร็วเปลี่ยนไปเป็น v-
เนื่องจากแรงลัพธ์เป็นรงคงตัว ดังนั้นความเร่งจึงมีค่าคงตัวด้วย
จากสมการ
v² = u² + 2as
v²
- u² = 2as
แทน a ด้วย F/m จะได้
หรือเขียนใหม่เป็น
เมื่อ W คืองานของแรงลัพธ์คงตัวที่ไม่เป็นศูนย์
พลังงานจลน์ของวัตถุขณะมีความเร็วต้น
พลังงานจลน์ของวัตถุขณะมีความเร็วปลาย
พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป
สรุปได้ว่า งานเนื่องจากแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์กระทำต่อวัตถุจะเท่ากับพลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไป
เรียกความสัมพันธ์ที่ได้นี้ว่า ทฤษฎีบทงานและพลังงาน
( work – energy theorem )
พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนไปนั้นอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
ขึ้นอยู่กับทิศทางของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์ที่กระทำ กล่าวคือ
ถ้าแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์กระทำในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ พลังงานจลน์ของวัตถุจะเพิ่มขึ้น
เช่น การปล่อยวัตถุให้ตกแบบเสรี วัตถุจะมีอัตราเร็วเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์มีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ
พลังงานจลน์ของวัตถุจะลดลง เช่น กรโยนวัตถุขึ้นไปในอวกาศ
วัตถุจะมีอัตราเร็วลดลงจนเป็นศูนย์ที่ตำแหน่งสูงสุด
เมื่อพลังงานจลน์ของวัตถุเพิ่มขึ้น
งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์นั้นจะมีค่าเป็นบอก เมื่อพลังงานจลน์พลังงานของวัตถุลดลง
งานของแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์นั้นจะมีค่าเป็นลบ
รถยนต์มวล 800 กิโลกรัม ขณะแล่นด้วยความเร็ว 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
คนขับใช้ห้ามล้อ หลังจากใช้ห้ามล้อ รถเคลื่อนที่ต่อไปอีก 10 เมตรจึงหยุดนิ่ง
งานเนื่องจากแรงต้านที่ทำให้รถหยุดมีค่าเท่าใด
แนวคิด
แรงต้านที่ทำให้รถหยุดมีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของการกระจัด
และกระทำให้ความเร็วของรถลดลงจนเป็นศูนย์
วิธีทำ ความเร็วต้น u = 72 km/h = m/s = 20 m/s
ความเร็วปลาย v = 0 การกระจัดของรถ s
= 10 m
เวลาเดินใต้ต้นมะพร้าวสูงๆ
เรามักจะระวังลูกมะพร้าวหล่นใส่ศีรษะ เพราะเมื่อลูกมะพร้าวหลุดจากขั้ว
มันจะตกแบบเสรีด้วยแรงดึงดูดของโลก พลังงานจลน์ของลูกมะพร้าวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตามระยะทางที่เคลื่อนลงมา พลังงานจลน์นี้มาจากไหน
เมื่อตุ้มของปั้นจั่นตอกเสาเข็มถูกยกขึ้นไปบนยอด
งานของแรงที่ใช้ในการยกตุ้มปั้นจั่นทำให้ตุ้มปั้นจั่นมีการเปลี่ยนตำแหน่งที่สูงขึ้น
และเมื่อตุ้มปั้นจั่นถูกปล่อยลงมา
จะเคลื่อนที่แบบเสรีซึ่งมีแรงดึงดูดของโลกกระทำเช่นเดียวกับลูกมะพร้าวที่หลุดจากต้น
พลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เคลื่อนลงมา
วัตถุที่อยู่สูงจากพื้นดินมีพลังงานศักย์
เช่นเดียวกับการกดวัตถุที่ติดอยู่กับสปริง
ถึงเรากดวัตถุให้สปริงหดสั้นลงหรือดึงวัตถุให้สปริงยืดออก
เมื่อเราปล่อยมือสปริงจะมีการเคลื่อนที่ วัตถุที่ติดกับสปริงก็จะเคลื่อนที่ไปด้วย
แสดงว่ามีพลังงานจากสปริงถ่ายโอนเป็นพลังงานจลน์ของวัตถุ พลังงานนี้เกี่ยวข้องกับการยืดหรือหดของสปริงหรือไม่
วัตถุที่อยู่ในที่สูงจากระดับอ้างอิงและสปริงที่ถูกอัดหรือยืด
มีพลังงานที่พร้อมใช้งาน
เรียกพลังงานที่มีอยู่ในวัตถุอันเนื่องมาจากตำแหน่งของวัตถุเช่นนี้ว่า พลังงานศักย์ (Potential Energy)
พลังงานศักย์ของสปริงที่ถูกอัดหรือดึง เรียกว่า พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational potential Energy)
พลังงานศักย์ของสปริงที่ถูกอัดหรือดึงเรียกว่า พลังงานศักย์ยืดหยุ่น(Elastic
potential Energy)พลังงานศักย์อาจจะอยู่ในรูปแบบอื่นๆอีก เช่น
พลังงานศักย์ไฟฟ้า พลังงานศักย์ของพันธะเคมี เป็นต้น สำหรับบทนี้จะศึกษาเฉพาะพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเท่านั้น
ก.พลังงานศักย์โน้นถ่วง
ในการยกวัตถุมวล m ให้สูงขึ้นในแนวดิ่งจากพื้นดินเป็นระยะ
h ด้วยความเร็วคงตัว จะต้องออกแรง F- ซึ่งมีขนาดเท่ากับขนาดน้ำหนักของวัตถุ
mg-
ดังรูป
งานที่ทำในการยกวัตถุนี้เท่ากับ Fh เนื่องจาก F เท่ากับ mg ดังนั้น Fh = mgh
ง านของแรง
ที่ยกวัตถุให้สูงจากพื้นดินเป็นระยะ h มีค่าเป็นบวก เพราะ F- มีทิศทางเดียวกับทิศทางการเคลื่อนที่และเรียกปริมาณงานนี้ว่า
พลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุ ถ้าใช้สัญลักษณ์ Epแทนพลังงานศักย์โน้นถ่วง จะเขียนพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินเป็นระยะ h ได้เป็น Ep = mgh
หน่วยของพลังงานศักย์โน้มถ่วงในระบบเอสไอ คือ จูล
และเป็นปริมาตรสเกลาร์เช่นเดียวกับงานและพลังงานจลน์
พลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่อยู่สูงจากพื้นดินเป็นระยะ
h มีค่าเท่ากับ mgh เมื่อเทียบกับพื้นดิน ในที่นี้ถือว่าพื้นดินเป็นระดับอ้างอิง
และพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่ระดับอ้างอิงมีค่าเป็นศูนย์
ลังสินค้ามวล 1000 กิโลกรัม
ถูกยกขึ้นวางบนที่สูงจากพื้นดิน 2
เมตรพลังงานศักย์โน้มถ่วงของลังสินค้ามีค่าเท่าใดเมื่อเหยียบกับพื้นดิน
จากที่ได้ศึกษามาแล้วนั้นเป็นการพิจารณาเมื่อยกวัตถุจากระดับพื้นดิน
โดยให้พื้นดินเป็นระดับอ้างอิง ดังนั้น
ในสมการ
เป็นความสูงจากพื้นดิน
ต่อไปเราจะศึกษาในกรณีที่ตำแหน่งเดิมของวัตถุไม่ได้อยู่ที่ระดับพื้นดิน เช่น เดิมวัตถุอยู่ที่ระดับ
จากระดับพื้น แล้วถูกยกขึ้นไปสูงเป็นระยะ
ด้วยความเร็วคงตัว
พลังงานศักย์ของวัตถุที่ h2
เนื่องจาก
เพราะยกวัตถุขึ้นด้วยความเร็วคงตัว
ดังนั้น
จะเห็นว่า งานของแรงที่ยกวัตถุให้สูงขึ้นจากระดับเดิมจะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่ระดับทั้งสอง
ซึ่งปริมาณนี้ก็คือพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง จึงอาจจะสรุปได้ว่า
งานของแรงที่ยกวัตถุให้วัตถุให้สูงจากเดิมเท่ากับพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่เพิ่มขึ้น
ชายคนหนึ่งยกกล่องมวล
20 กิโลกรัม จากโต๊ะสูง 1 เมตร ขึ้นไปไว้ที่สูง 3 เมตร จากพื้นห้อง
ก.
จงคำนวณพลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องนี้
เมื่อให้พื้นห้องเปนระดับอ้างอิง และเมื่อให้พื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิง
ข.
จงคำนวณงานของแรงที่ใช้ในการยกกล่องจากพื้นโต๊ะขึ้นไปไว้ที่โต๊ะขึ้นไปไว้ที่สูง
3 เมตรจากพื้นห้อง
แนวคิด พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องหาได้จาก
แนวคิด
ก. พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องหาได้จาก Ep = mgh โดย
เป็นความสูงจากระดับอ้างอิงที่กำหนด ในที่นี้ใช้พื้นห้องและพื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิงพลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องจึงมีค่า
เมื่อเขียนภาพสถานการณ์ในโจทย์ จะได้ดังต่อไปนี้
ตอบ พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องเมื่อเทียบกับพื้นห้องเท่ากับ
588 จูล
เมื่อให้พื้นโต๊ะเป็นระดับอ้างอิง และ h = 2 m จากพื้นโต๊ะ
ตอบ
พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกล่องเมื่อเทียบกับพื้นโต๊ะเท่ากับ 392 จูล
แนวคิด
ข.
งานของแรงที่ยกกล่องให้สูงขึ้นจากระดับเดิมเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่ระดับทั้งสอง
ตอบ
งานของแรงที่ใช้ในการยกกล่องจากพื้นโต๊ะขึ้นไปไว้ที่สูง 3เมตรจากพื้นห้องเท่ากับ 392จูล
เราทราบแล้วว่าเมื่อออกแรงยกวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง
งานที่ทำได้จะเท่ากับพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่เพิ่มขึ้น
ถ้าเส้นทางการเคลื่อนที่ไม่อยู่ในแนวดิ่ง แต่วัตถุถูกยกระดับให้สูงขึ้นเท่าเดิม
เช่น การลากวัตถุตามพื้นเอียง ในกรณีเช่นนี้งานที่ทำได้จะเท่าเดิมหรือไม่
และการเปลี่ยนพลังงานศักย์โน้มถ่วงจะเป็นเช่นไร ศีกษาได้จากการทดลองดังต่อไปนี้
จุดประสงค์
เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง
วิธีทดลอง
1.
จัดรางไม้ให้เอียงทำมุมค่าหนึ่งกับแนวระดับ
แล้วใช้เครื่องชั่งสปริงดึงรถทดลองให้เคลื่อนที่ขึ้นไปตามพื้นเอียงด้วยอัตราเร็วคงตัว
อ่านขนาดของแรงดึง F จนกระทั่งรถทดลองขึ้นไปได้สูง h ตามแนวดิ่ง วัดระยะทาง s ตามพื้นเอียง ทุกครั้งที่ยกรางเอียงทำมุมต่างๆบันทึก F s และ h ในตาราง
2.
คำนวณหางานที่ทำโดยแรงดึง
F
เป็นระยะทาง s บันทึกในตารา'
3.
คำนวณหาพลังงานศักย์โน้นถ่างของรถทดลองเมื่ออยู่ที่ความสูง
h
บันทึกในตาราง
จากการทดลองสรุปได้ว่างานที่ทำในการดึงวัตถุขึ้นตามพื้นเอียงจนมีระดับสูงขึ้นนั้นจะเท่ากับงานที่ทำในการดึงวัตถุขึ้นในแนวดิ่งด้วยระยะเท่ากัน
แต่เนื่องจากงานในกรณีที่ดึงวัตถุขึ้นในแนวดิ่งนั้นเท่ากับการเพิ่มพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุ
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การเปลี่ยนพลังงานศักย์โน้นถ่วงของวัตถุไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลื่อนที่
แต่จะขึ้นกับการเปลี่ยนระดับอย่างเดียว หรือกล่าวได้ว่าพลังงานศักย์โน้นวัตถุขึ้นกับความสูงของวัตถุจากระดับอ้างอิงเท่านั้น
ข.พลังงานศักย์ยืดหยุ่น
ถ้าออกแรงดึงสปริงให้ยืดออกจากตำแหน่งเริ่มต้น
จะมีความรู้สึกว่ามีแรงจากสปริงดึงมือ
การออกแรงอัดสปริงให้หดเข้าจากตำแหน่งเริ่มต้นก็เช่นเดียวกัน จะรู้สึกว่ามีแรงจากสปริงดันมือแรงมือที่มือดึงสปริงกับแรงที่สปริงดึงมือเป็นแรงคู่กิริยา-ปฏิกิริยา
แรงที่สปริงดึงหรือดันมือทำให้สปริงเคลื่อนที่กลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้น
เรียกตำแหน่งเริ่มต้นนี้ว่า ตำแหน่งสมดุล
ขณะที่เรากำลังดึงสปริงให้ยืดออกหรือกดให้หดจากตำแหน่งสมดุลนั้นมีพลังงานสะสมอยู่ปริมาณหนึ่ง
พลังงานที่สะสมอยู่ในสปริงขณั้ยืดออกหรือหดเข้าจากตำแหน่งสมดุลนี้เรียกว่า
พลังงานศักย์ยืดหยุ่น
พลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงหาได้จากงานของแรงดึงหรือแรงกดสปริง แรงที่ใช้ดึงหรือกดสปริงจะมีความสัมพันธ์กับระยะทางที่สปริงยืดหรือหดอย่างไร
ศึกษาได้จากการทดลอง
ตรึงปลายข้างหนึ่งของสปริงไว้กับผนัง
โดยสปริงอยู่ในแนวระดับชายผู้หนึ่งออกแรง 100 นิวตัน ดึงปลายอีกข้างหนึ่งของสปริงไว้ แล้วเพิ่มแรงดึงเป็น 500 นิวตัน ทำให้สปริงยืดออกเพิ่มขึ้น 1.2
เมตรสปริงมีพลังงานศักย์เพิ่มขึ้นเท่าไร
แนวคิด
เมื่อดึงสปริงให้ยืดออกมากขึ้น สปริงจะมีพลังงานศักย์ยืดหยุ่นมากขึ้น
พลังงานศักย์ยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นก็คืองานของแรงที่ดึงสปริงยืดออกจากตำแหน่งเดิม
หรือหาได้จากผลต่างของพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงเมื่อออกแรงดึง 100 นิวตัน
และพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงเมื่อออกแรงดึง 500 นิวตัน
ก็ได้ แต่ในที่นี้จะใช้วิธีแรก








































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น